5 บทความยอดนิยม (ทุกหมวด)
เข้าสู่ระบบสมาชิก
เข้าระบบ
Create an account
5 บทความยอดนิยม การเตรียมตัวก่อนตั้งครรภ์
5 บทความยอดนิยม การดูแลตัวเองในช่วงตั้งครรภ์
5 บทความยอดนิยม การดูแลทารกแรกเกิด
6 วิธีรับมือไม่ให้ลูกเอาแต่ใจตัวเอง
เด็กแรกเกิดจนถึงอายุ 6 ขวบ ลูกของเราจะเรียนรู้แบบลองผิดลองถูก ซึ่งเด็กในช่วงปฐมวัยนี้ยังไม่สามารถใช้เหตุผลในการแก้ไขปัญหา แต่ลูกจะคอยสังเกตการตอบสนองจากคนรอบข้างทั้งพ่อแม่ และผู้ดูแล หากพ่อแม่ที่ไม่รู้มาก่อนว่าลูกของตนนั้นกำลัง "ลองดี" กับตัวเองแล้วละก็ ลูกก็จะเรียนรู้ว่า "ถ้าทำอย่างนี้แล้วพ่อแม่จะยอม" ซึ่งเมื่อเด็กเรียนรู้ไปมากๆ เข้า ก็จะพัฒนากลายเป็นนิสัย และเริ่มรู้ว่าจะทำอย่างไรให้ผู้ใหญ่ยอมทำในสิ่งที่เขาต้องการนั้นเอง ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นแล้วพ่อแม่คงต้องเหนื่อยอีกเยอะเลยค่ะ วันนี้เรามีวิธีเตรียมรับมือไม่ให้ลูกเอาแต่ใจตัวเองและรับฟังเหตุผลพ่อแม่
คุณพ่อคุณแม่เคยเจอลูกมีอาการเหล่านี้บ้างหรือเปล่า
- เวลาที่ลูกต้องการจะให้พ่อแม่ทำอะไรให้ เช่น กินขนม ซื้อของเล่น พาไปเที่ยว เมื่อไม่ได้ดั่งใจ ลูกก็จะร้องไห้งอแง หนักๆ เข้ามีอาการดิ้นลงไปกับพื้น ชักดิ้นชักงอ สุดท้ายพ่อแม่ก็ต้องยอมทำตามที่ลูกต้องการ
- เวลาที่ไปขัดใจลูก เช่น ให้หยุดเล่นเพื่อไปทำกิจกรรมอื่น ลูกก็จะร้องไห้งอแง
- เวลาที่พ่อแม่สอนหรือบอกลูกให้ทำอะไร ลูกมักจะต่อต้านหรือไม่ยอมทำตาม
สาเหตุที่ลูกมีอาการเหล่านั้นเพราะ
- นับตั้งแต่ลูกเกิดออกมา ลูกของเราก็จะมีการเรียนรู้ เช่น เมื่อตัวเองรู้สึกหิว เมื่อร้องไห้แล้วมีน้ำนมให้กิน เด็กก็จะเรียนรู้ว่า อ้อ.. ถ้าหิวให้ร้องไห้นะ เดี๋ยวจะมีน้ำนมมาให้กินอิ่มอร่อย
- เมื่อลูกเรียนรู้ว่าทำแบบไหนแล้วได้ผล แต่เมื่อทำซ้ำแล้วยังไม่ได้สิ่งที่ตัวเองต้องการ ลูกก็จะเพิ่มความรุนแรงของการกระทำขึ้นไปอีก เช่น ครั้งแรกพ่อแม่พาไปเที่ยวแล้วซื้อของเล่นหรือขนมให้ลูกกิน เมื่อพาลูกออกไปอีก ลูกก็จะให้เราซื้อขนมหรือของเล่นเพิ่มให้ เมื่อไม่ได้ลูกก็จะร้องไห้ หากการร้องไห้ครั้งนี้ทำให้พ่อแม่ใจอ่อนจนทำตามสิ่งที่ลูกต้องการ ลูกก็จะเรียนรู้และเข้าใจไปเองว่า "ทำแบบนี้แล้วพ่อแม่จะยอม"
ยิ่งพ่อแม่เห็นลูกร้องไห้งอแงแล้วก็ตามใจ หรือพูดโอ๋ลูก ลูกก็จะยิ่งจดจำว่า ทำสิ่งนี้แล้วจะมีคนรัก คนเอาใจ ซึ่งเด็กทุกๆ คนจะเรียนรู้เองตามธรรมชาติ ทำให้ยิ่งโตขึ้น ลูกจะยิ่งเอาแต่ใจมากขึ้น และหากขัดใจ ก็จะร้องไห้หรือมีพฤติกรรมที่รุนแรงมากยิ่งขึ้นเมื่อวันต่อๆ ไปอยากจะได้อะไร ลูกก็จะนำกลับไปใช้มุขเดิม คือ ร้องไห้งอแง ถ้าไม่ได้ ลูกก็จะร้องไห้หนักขึ้น ดังขึ้น มีอาการลงไปนั่งชักดิ้นชักงอ หากพ่อแม่ยอมตามใจลูก ลูกก็จะจดจำไปอีกว่า "ถ้าทำแบบขั้นที่ 1 ไม่ได้ ก็ทำแบบขั้นที่ 2 นี้ แล้วพ่อแม่จะยอมฉัน"
ทางแก้ไม่ให้ลูกเอาแต่ใจตัวเอง
- ต้องทำความเข้าใจกับธรรมชาติของลูกให้มากว่าลูกในวัยนี้ (ช่วง 6 ขวบแรก) นั้น หากพ่อแม่สอนและฝึกไม่ตามใจลูกทุกครั้งที่ร้องไห้งอแง ลูกจะโตขึ้นมาโดยไม่ติดนิสัยเหล่านี้
- ให้ลูกหัดเรียนรู้การช่วยเหลือตัวเอง เช่น พ่อแม่อาจจะเริ่มฝึกลูก (เริ่มตอน 2 ขวบ) ให้เริ่มใส่เสื้อผ้าเอง, กินข้าวเอง, ดื่มน้ำจากแก้วเอง ฯลฯ และควรพาลูกไปเล่นกับเพื่อนๆ ในวัยเดียวกัน เมื่อลูกไปเจอกับเพื่อนในวัยเดียวกัน ลูกจะเรียนรู้การแบ่งปัน การได้รับและการให้
- เวลาที่ลูกร้องไห้เมื่อไม่ได้ในสิ่งที่ตัวเองต้องการ (ประเภทลงไปนั่งดิ้นชักกระตุกๆ ที่พื้น) สิ่งแรกที่พ่อแม่ต้องทำคือ การเข้าไปอุ้มลูก กอดลูกไว้ โดยไม่ต้องไปโวยวาย ไปดุด่าว่าลูก แค่กอดลูกไว้เฉยๆ แล้วพาลูกออกมาจากสิ่งที่เขาต้องการ เช่น ร้านขนม ร้านของเล่น
โปรดจำไว้ว่า แม้ว่าลูกจะยังเล็ก จะไม่เข้าใจเหตุผลที่พ่อแม่อธิบายไปทั้งหมด แต่ถ้าพ่อแม่ทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ ลูกจะซึมซับถึงการใช้เหตุผล ไม่ใช่การใช้อารมณ์ของพ่อแม่โต้ตอบ พ่อแม่หลายคนมักจะด่าว่าลูกว่า "ร้องทำไม หยุดร้องเดี๋ยวนี้" ซึ่งทำให้ลูกรู้สึกว่าเขาไม่ได้รับความรัก พ่อแม่ไม่รักเขา ลูกจึงต้องเรียกร้อง (ด้วยการร้องไห้งอแง และดิ้นๆ เพิ่มขึ้นนั้นเอง)การกอดลูกเอาไว้เฉยๆ โดยที่พ่อแม่ไม่ดุ ไม่ด่า ไม่ว่าอะไรลูก เมื่อลูกร้องไห้จนเหนื่อยและไม่เห็นสิ่งเร้า (สิ่งที่ตัวเองอยากได้ เช่น ขนม ของเล่น ฯลฯ) สักพักลูกก็จะลืมไปเอง ซึ่งเมื่อลูกอารมณ์เริ่มดีขึ้น พ่อแม่ควรสอนลูกว่าเหตุใดพ่อแม่จึงไม่ซื้อหรือทำสิ่งนั้นให้ลูก แต่ไม่ควรไปดุด่าลูกอีก แค่บอกเหตุผลว่าทำไมถึงไม่ทำหรือซื้อสิ่งนั้นให้ก็พอค่ะ
- หัดตั้งคำถามกับลูกบ่อยๆ ถามลูกว่าลูกรู้สึกยังไงบ้าง และลูกคิดยังไงกับสิ่งที่ตัวเองอยากได้ ทำไมถึงอยากได้สิ่งๆ นั้น และทำไมจะต้องเอาสิ่งๆ นั้นให้ได้
- เปิดโอกาสให้ลูกได้หัดตัดสินใจเองบ้าง อาจจะเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ หรือเรื่องที่เกี่ยวกับตัวของลูกเอง เช่น จะเลือกเสื้อผ้าตัวไหนดี (ลูกจะได้อารมณ์ดี เพราะบางครั้งลูกอาจจะไม่อยากใส่ชุดที่พ่อแม่เลือกให้ก็ได้), มื้อเย็นนี้จะกินอาหารอะไรดี (มีเมนูอาหารให้เลือกหลากหลาย แล้วลูกเป็นคนตัดสินใจ) ฯลฯ เป็นต้น
- พูดคุยกับลูกให้บ่อย เด็กในช่วงปฐมวัยนั้น พ่อแม่เป็นสิ่งยึดเหนี่ยวและเป็น "ของเล่น" ที่ดีที่สุดสำหรับเขา หากพ่อแม่พูดคุยกับลูกสม่ำเสมอ เล่นกับลูก ให้ความรัก กอดลูกให้มาก ลูกจะไม่ใช้ความก้าวร้าวเป็นตัวต่อรองกับพ่อแม่









คอมเมนต์คอมเมนต์
ทีนี้ถ้าเราไม่สามารถแก้ไขคุณพ่ อได้ หากเราส่งน้องไปโรงเรียน ไปพบคุณครู หรือเพื่อนๆ ระดับเตรียมอนุบาลตอนอายุประมาณ 2 ขวบจะดีกว่าหรือไม่ค่ะ เพราะไม่รู้จะแก้ไขอย่างไรดี ถ้าเป็นไปได้ก็อยากจะเลี้ยงน้อง ด้วยตัวเองมากกว่านะค่ะ แต่ติดอะไรหลายอย่างที่ทำให้ไม่ สามารถเลียงน้องตอนกลางวันได้ ช่วยตอบด้วยนะค่ะ
ถ้าให้พูดตรงๆ เลยก็คือ เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงเด็กได้ เพราะเด็กคือภาพสะท้อนของการดูแ ลที่เรามีต่อเขา ดังนั้นตอนนี้ยังทันค่ะที่เราจะ เปลี่ยนพฤติกรรมของเขา
ทางแก้ไขคือ
1. พูดคุยกับคุณพ่อ และผู้ดูแลคนอื่น ว่าระหว่างวัน ให้พูดคุย เล่น กับลูก อย่าปล่อยให้เขาเล่นโดยดูทีวี, การ์ตูนหรือคอมพิวเตอร์ เพราะการดูสื่อของทีวีหรือภาพแล ะเสียงจากคอมพิวเตอร์นั้น จะทำให้เด็กในวัยนี้มีสมาธิสั้น ค่ะ และมีโอกาสที่จะเป็นคนก้าวร้าวไ ด้ง่ายกว่า เพราะสื่อที่เด็กได้รับนั้น เด็กไม่สามารถแยกแยะได้ว่าอะไรค ือความรุนแรง เช่น
เปิดการ์ตูน ทอม แอนด์ เจอร์รี่ ให้ลูกดู ลูกจะเลียนแบบพฤติกรรมของการ์ตู น ที่เห็นแมววิ่งไล่ตีหนู ซึ่งเด็กก็จะหาอะไรมาไล่ตี ไล่ฟาดสิ่งของ พอเราไปขัดจังหวะเขา เขาก็จะโมโห (เพราะในการ์ตูนตัวละครก็จะโมโห เช่นกัน)
2. ควรให้คุณพ่อได้ใกล้ชิดกับลูกมา กกว่านี้ เพราะว่าตัวคุณแม่ไม่สามารถอยู่ กับลูกได้ในเวลากลางวัน บทบาทของการเลี้ยงดูจึงตกไปที่ค ุณพ่อ การจะโบ้ยภาระการเลี้ยงดูให้แม่ ทั้งหมดก็คงไม่ถูกต้อง คงต้องคุยกับคุณพ่อแล้วละค่ะ ว่าให้ปรับนิสัยในส่วนนี้เพื่อล ูกนะค่ะ
3. ในระยะอันใกล้นี้ ที่ลูกยังมีพฤติกรรมแบบนี้อยู่ ก็ต้องพยายามใจเย็นๆ ให้มาก จำไว้ว่า ปฏิกิริยาที่เรามีต่อลูก ลูกจะจดจำและเลียนแบบเสมอ
เอาใจช่วยนะค่ะ
เวลาโมโหของเด็กในวัยนี้ อาจจะเกิดจากการที่เราไปห้ามเขา โดยที่ไม่ได้บอกเขาล่วงหน้าหรือ พูดคุยกับเขาก่อน เช่น
- เขาเล่นของเล่นอย่างเพลิดเพลิน แล้วเราก็มาดึงของเล่นเขาไปเพื่ อให้เขาไปทำอย่างอื่น (ตามที่เราต้องการ) เขาก็จะโมโห
- เขาอาจจะกำลังเพลินกับกิจกรรมอะ ไรสักอย่าง แล้วเราก็มาลากหรือดึงความสนใจเ ขาออกไปทันที
ถ้าเป็นแบบนี้ก็อาจจะเกิดปัญหาก ารอาละวาดได้ นอกจากนั้นช่วงจังหวะที่ลูกเกิด โมโหหรือเกิดปฏิกิริยาโต้ตอบกับ การกระทำของเรานั้น ต้องดูว่า่ เรา หรือผู้เลี้ยงดู มีการโต้ตอบกับลูกอย่างไร เช่น ใช้น้ำเสียงที่ดุ เสียงดัง หรือเสียงแข็งเกินไปหรือไม่ เพราะเสียงที่ก้าวร้าวต่อเด็ก จะยิ่งกระตุ้นให้เด็กยิ่งแสดงออ กถึงการโมโหมากยิ่งขึ้น
ทางแก้ตอนนี้ก็คือ พูดคุยกับลูกให้มาก หากต้องการให้เขาเปลี่ยนกิจกรรม จากสิ่งหนึ่งไปสิ่งหนึ่งต้องบอก กับเขาล่วงหน้า เมื่อถึงเวลาก็ต้องบอกเขาก่อน เป็นต้น
กรณีที่เขาเล่นของเล่นของเขาอยู ่ดีๆ แล้วอยู่ๆ ก็โมโหขึ้นมาซะงั้น แบบนี้เราก็ต้องเข้ามาอุ้มและพา เขาออกจากจุดเกิดเหตุค่ะ โดยอาจจะไม่ต้องพูดอะไรก็ได้ค่ะ แค่อุ้มเขาแล้วกอดเขาพาเขาไปหน้ าบ้าน ไปดูต้นไม้ หรือไปทำอย่างอื่นก็ได้ ลองดูนะค่ะ
จับโยน ปาของ ขยำ่ของให้เสีย แล้วก็ร้องโวยวายเคยพยายามทำตาม ที่บอกให้เข้าไปกอดไว้เฉยๆ แต่น้องก็มักจะดิ้นไม่ยอมให้กอด แรงเยอะมากค่ะ บางครั้งก็เอาไม่อยู่
ควรทำไงดีค่ะ
ต้องขอแยกเป็น 2 กรณีนะค่ะ
1. กรณีที่เจ้าตัวเล็กมีอาการโมโหแ ล้วขว้างปาสิ่งของ แล้วเราดุต่อว่าเขา แบบนี้จะทำให้เขายิ่งโมโหค่ะ เพราะเด็กรับรู้จากน้ำเสียงที่เ ราพูดต่อเขา ทางแก้ไขคือ เมื่อเขาโมโหกำลังจะขว้างปาสิ่ง ของอะไรก็ตาม ให้รีบวิ่งเข้าไปหาแล้วเข้าไปกอ ดเขา พาเขาออกจากบริเวณนั้น เช่น พาออกไปเดินดูวิวหน้าบ้าน พร้อมกับพูดกับเขาด้วยน้ำเสียงอ ่อนโยน หากเขายังกำสิ่งของในมือ ก็พูดดีๆ กับเขาให้เขาปล่อยสิ่งของในมืออ อกมา ทำแบบนี้บ่อยๆ อาการโมโหขว้างปาสิ่งของจะลดน้อ ยลงค่ะ ที่สำคัญคือ คุณแม่หรือผู้ดูแลต้องมีสติ เวลาที่ลูกโมโห อย่าโมโหตามลูกนะค่ะ
2. กรณีที่ลูกไม่โมโหแต่ชอบขว้างปา สิ่งของเล่น อันนี้ก็อาจจะเป็นไปได้สำหรับเด ็กเล็กที่กำลังเรียนรู้ผ่านประส าทสัมผัสต่างๆ เราต้องแก้ไขด้วยการหาของเล่นที ่เป็นยาง หรือผ้าแทนค่ะ แล้วก็อย่าลืมนะค่ะว่า ไม่ควรดุลูกแต่ควรพูดด้วยน้ำเสี ยงอ่อนโยนค่ะ
การหัดทานผลไม้สำหรับเด็กเล็กนั ้น คงต้องดูว่า เราให้เขาทานผลไม้ชนิดใด และมีรสอย่างไร เช่น
ผลไม้เนื้อแข็ง ที่ให้รสฝาด หรือหวานเล็กน้อย เช่น ฝรั่ง, แอปเปิ้ล เป็นต้น
ผลไม้เนื้ออ่อน ที่ให้รสเปรี้ยว หรือหวาน เช่น สัปปะรด, แตงโม เป็นต้น
หากจะให้เด็กเริ่มหัดทาน อาจจะเริ่มจากการให้ลองทานน้ำผล ไม้ก่อนก็ได้ค่ะ น้ำส้มคั้นสดๆ ใส่เกลือเล็กน้อย หรือให้ลูกลองทานแตงโมแช่เย็น (แต่ต้องมั่นใจว่าแคะเม็ดออกหมด แล้ว) ซึ่งจะทานได้ง่าย
กรณีให้ลูกลองทานผลไม้เนื้ออ่อน ให้หั่นชิ้นพอดีคำ ไม่เล็กเกินไป และไม่ใหญ่เกินไป หากลูกต้องการใช้มือหยิบเข้าปาก แรกๆ ก็ปล่อยให้เขาได้ลองหยิบดูนะค่ะ อย่าไปห้าม หรืออย่าไปดุเขา เพราะถ้าเราไปห้ามหรือดุเขา เขาจะเชื่อมโยงว่า สิ่งที่เขาจะกินนั้นเป็นสิ่งไม่ ดี หรือเราไม่ชอบให้เขากิน (ทั้งๆ ที่เรากลัวเขามือเลอะก็ตาม)
หรือหากง่ายๆ ก็ลองกล้วยหอมหรือกล้วยน้ำว้าก่ อนก็ได้ค่ะ (กรณีกล้วยน้ำว้า ต้องแน่ใจว่าเนื้อกล้วยไม่มีเม็ ดนะค่ะ เพราะกล้วยน้ำว้าบางชนิดจะมีเม็ ดอยู่ในเนื้อด้วย) ให้ลูกลองกินดูก่อน อาจจะตัดเป็นชิ้นพอดีคำ แล้วลองป้อนเขาดูค่ะ
บางครั้งลูกของเราอาจจะชอบหรือไ ม่ชอบผลไม้บางประเภท ซึ่งมีกลิ่้นที่ฉุน หรือมีรสที่แรงเกินไป เช่น มะละกอสุก (มีกลิ่น), ลำใย (หวานเกินไป)
ผลไม้ที่เหมาะสำหรับการฝึกเด็กเ ล็กๆ ให้เริ่มหัดทานผลไม้จึงน่าจะเป็ น
1. ฝรั่ง (ดูชิ้นที่นิ่มหน่อย และเอาเม็ดออกให้หมด)
2. แตงโม (แคะเม็ดออกให้หมด)
3. กล้วย
ส่วนผลไม้อื่นๆ ก็แล้วแต่นะค่ะ ต้องทดลองให้ลูกชิมดูก่อนค่ะ แต่ทั้งนี้ ก็ต้องระมัดระวังยางในผลไม้ด้วย เช่น มะละกอสุก, ขนุน ฯลฯ
เป็นกำลังใจให้นะค่ะ ขอให้เจ้าตัวเล็กกินผักผลไม้เก่ งๆ นะค่ะ
การที่เด็กจะถ่ายหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับอาหารที่เราให้เขาทา นในแต่ละมื้อค่ะ หากเราให้ลูกได้ทานอาหารที่มีกา กใย เช่น ผัก ผลไม้ ข้าวซ้อมมือ บ่อยๆ ก็จะทำให้ระบบการขับถ่ายทำงานได ้ดี รวมถึงการดื่มน้ำให้พอเหมาะในแต ่ละวันด้วยนะค่ะ
ติดตามคอมเมนต์นี้ในรูปแบบ RSS feeds