ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
หน้าหลัก Babytrick การดูแลทารกแรกเกิด เลี้ยงลูกแบบไข่ในหิน ภัยร้ายในอนาคต

เลี้ยงลูกแบบไข่ในหิน ภัยร้ายในอนาคต

Attention, เปิดในหน้าต่างใหม่. พิมพ์อีเมล

เลี้ยงลูกแบบไข่ในหิน ภัยร้ายในอนาคตพ่อแม่หลายคนมักจะกังวล ห่วงลูก และกลัวว่าลูกของตัวเองจะได้รับ อันตรายตลอดเวลา ยิ่งถ้าได้ลูกสาวด้วยแล้วยิ่งทั้งหวงและห่วง ความเป็นห่วงของพ่อแม่ที่มากเกินไปจนบางครั้งถึงขึ้นเลี้ยงลูกแบบไข่ในหิน (ห้ามนั้นนี่โน้นมายุ่งเกี่ยวกับลูกของตัวเองเลย) การทำแบบนี้จะส่งผลร้ายอย่างไร บ้างกับลูกของเราในอนาคตบ้างวันนี้เรามีคำตอบค่ะ

เด็กในแต่ละวัยต้องการและมีการเรียนรู้มากน้อยแค่ไหน

  • ช่วงแรกเกิด - 6 เดือน :

    ลูกในวัยแรกเกิดต้องการความเอาใจใส่ ดูแลอย่างใกล้ชิด ความต้องการพื้นฐานคือ อาหาร (นมแม่), ความรัก ความอบอุ่นและความรู้สึกว่าปลอดภัย (พูดคุยกับลูก เล่นกับลูก กอด และอุ้มลูก)

  • ช่วง 6 เดือน - 1 ขวบ :

    ลูกในวัยนี้จะเริ่มสนใจในสิ่งรอบตัวมากขึ้น มือของเขาจะเริ่มหยิบจับสิ่งของต่างๆ พ่อแม่หลายคนมักจะกังวลไม่ยอมให้มือของลูกหยิบจับสิ่งของใดๆ มากมายนั้น แต่ความจริงแล้ว ช่วงนี้จะเป็นช่วงเวลาที่ลูกจะได้พัฒนา ประสาทสัมผัส ยิ่งลูกได้ใช้มือเล็กๆ ของเขาหยิบจับวัตถุ (ผิวเรียบ ผิวขรุขระ ผิวหยาบ ทรงกลม ทรงเหลี่ยม ฯลฯ) ประสาทสัมผัสจะถูกกระตุ้นและพัฒนา ลูกจะสามารถแยกแยะวัตถุต่างๆ ได้ดีขึ้น

  • ช่วง 1 ปี - 3 ปี :

    เป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดในการเรียนรู้ ลูกจะเรียนรู้และพัฒนาสมองจากประสาทสัมผัสทั้ง 5 คือ การมองเห็น, เสียง, กลิ่น, รส และ สัมผัส นอกจากนั้นเด็กในช่วงวัยนี้ยังไม่ถูกปลูกฝังเรื่องความกลัว ดังนั้นเด็กจึงกล้าที่ จะแสดงออก กล้าที่จะเล่น และมีความอยากรู้อยากเห็นไปกับสิ่งรอบตัวทั้งหลาย บางครั้งการห้ามปรามของพ่อแม่กลับเป็นการสร้าง "ความกลัว" ในจิตใจให้กับลูกโดยไม่รู้ตัว ดังนั้นเราจึงควรปล่อยให้ลูกได้เล่น ได้เรียนรู้ ลองผิดลองถูก (หากกังวลเรื่องความปลอดภัย เราควรดูแลเขาอย่างใกล้ชิด)

  • หลังจาก 3 ปี :

    เด็กในวัยนี้จะยิ่งมีความอยากรู้อยากเห็นมากขึ้น แต่หากในช่วง 1-3 ปีแรก พ่อแม่ได้ปลูกฝัง "ความกลัว" ให้กับลูก ลูกจะไม่ค่อยกล้าแสดงออก ไม่กล้าที่จะเริ่มต้นทำอะไรใหม่ๆ ด้วยตัวเอง เพราะว่าลูกรู้สึก "กลัว" กับสิ่ง ที่ตัวเองไม่คุ้นเคยนั้นเอง (เพราะถ้าช่วง 1-3 ปี พ่อแม่ห้ามนั้นนี่โน้นตลอด จะหยิบจะทำอะไรก็ห้าม ลูกจะไม่ค่อยกล้าที่จะเผชิญกับสิ่งใหม่ๆ)

การจะสอนถึงภัยอันตรายต่างๆ รอบตัว เช่น อันตรายจากของมีคม อันตรายจากของร้อน ฯลฯ เราไม่จำเป็นต้องใช้น้ำเสียงดังตวาดลูก แต่เราควรรีบเข้าไปอยู่ใกล้ๆ และพูดสอนให้ลูกรู้จักกับสิ่งเหล่านั้น แน่นอนว่าเขา ย่อมไม่รู้ว่าอันตรายเหล่านั้นคืออะไร แต่เราสามารถสอนลูกด้วยการบอกอย่างอ่อนโยน ให้ลูกลองสัมผัสสิ่งของที่จะทำให้เกิดอันตรายได้บ้าง (ภายใต้ความดูแลของเราอย่างใกล้ชิด)

สิ่งที่เราปลูกฝังให้กับลูกในวัยเด็ก จะส่งผลต่อลูกเมื่อเติบโตขึ้น บางครั้งเราห่วงลูก กลัวลูกจะอันตราย กลัวนั้นกลัวนี่ เราจึงห้ามปรามลูกและส่งต่อความกลัวเหล่านั้นให้กับลูกโดยไม่รู้ตัว พ่อแม่ไม่สามารถประคบประหงม ลูกไปตลอดชีวิต แต่การสอนให้ลูกรู้จักสิ่งต่างๆ และรู้จักปรับตัว ค่อยๆ เรียนรู้กับสิ่งรอบตัว จะทำให้เมื่อลูกโตขึ้นจะมีความกล้า และสามารถเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ได้ด้วยตัวเอง ไม่เป็นคนกลัวการนแปลงหรือสิ่งที่ไม่คุ้นเคย




More articles :

» 5 คำถามยอดฮิตเกี่ยวกับนมแม่

เชื่อว่าคุณแม่หลายๆ คนคงตัดสินใจอยากจะเลี้ยงลูก ด้วยนมแม่ แต่ก็ยังมีความเชื่ออีกหลายข้อที่เคยเชื่อ หรือเคยได้ยิน หรือเขาบอกว่า (เขาไหนก็ไม่รู้) เกี่ยวกับนมแม่...

» จะเลือกของเล่นให้เหมาะสมกับลูกได้อย่างไร

ของเล่นกับเด็กเป็นของคู่กัน เด็กตั้งแต่วัยแรกเกิดจนถึงเด็กโต (บางคนถึงวัยผู้ใหญ่) ก็มักจะสนใจของเล่นอย่างใดอย่างหนึ่ง ของเล่นนอกจากจะสร้างความเพลิดเพลินใจให้กับลูกแล้ว...

» พูดคุยกับลูกเวลาลูกดูดนมทำให้ลูกรักเรามากขึ้นได้จริงเหรอ

เคยสังเกตไหมค่ะว่า เวลาลูกของเราดูดนม ไม่ว่าจะเป็นดูดนมจากอกของแม่เอง หรือดูดจากขวดนมก็ดี จะมีจังหวะที่ลูกหยุดดูดเอาดื้อๆ เสมอ ซึ่งพ่อแม่หลายคนก็กังวลว่าลูกจะไม่ดูดดนม...

» ทำยังไงดีค่ะ ลูกไม่ยอมกินผัก

ปัญหาใหญ่ที่หนักใจสำหรับพ่อแม่ที่พบมากเกือบจะที่สุดก็คือ ลูกของตัวเองนั้นไม่ยอมกินผัก ไม่ว่าจะเป็นผักสีเขียว หรือสีอื่นๆ แค่เห็นลูกก็ร้องอี๋ หรือแม้พ่อแม่จะพยายามหลอกล่อ...

» เพิ่มความฉลาดให้ลูกด้วยการอ่านนิทาน

การพูดหรือการเล่าเรื่องราว (หรือนิทาน) ต่างๆ ให้ลูกฟังลูกจะ ฉลาดขึ้นได้จริงหรือ ข้อสงสัยนี้ถูกพิสูจน์แล้วว่าเป็นความจริง!...

เพิ่มคอมเมนต์ใหม่


รหัสป้องกันความปลอดภัย
รีเฟรช