5 บทความยอดนิยม (ทุกหมวด)
เข้าสู่ระบบสมาชิก
เข้าระบบ
Create an account
5 บทความยอดนิยม การเตรียมตัวก่อนตั้งครรภ์
5 บทความยอดนิยม การดูแลตัวเองในช่วงตั้งครรภ์
5 บทความยอดนิยม การดูแลทารกแรกเกิด
เปิดเพลงคลาสสิคให้ทารกในครรภ์ฟังลูกจะฉลาดขึ้นจริงหรือ
มีความเชื่อที่เคยได้ยินได้ฟังมา (จากใครเป็นผู้เริ่มก็ไม่ทราบเหมือนกันค่ะ) ว่าเวลาที่คุณแม่ตั้งครรภ์อยู่ หากได้เปิดเพลงคลาสสิค เช่น เพลงของโมสาร์ท (Wolfgang Amadeus Mozart), เบโทเฟน (Ludwig van Beethoven) ให้ลูกในท้องฟัง เมื่อเด็กคลอดออกมาจะมีความฉลาดเฉลียว น่ารัก และอารมณ์ดีกว่าการไม่ได้เปิดเพลงให้ลูกฟัง วันนี้เรามีข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับความเชื่อในเรื่องนี้ค่ะ
เสียงต่างๆ รอบตัวเรามีผลกระทบอย่างไรกับตัวเราบ้าง
เสียงรอบๆ ตัวของเรามีผลต่ออารมณ์ของเราอย่างมากค่ะ บางครั้งเราได้ยินเสียงบางอย่าง เช่น หากเราไปนอนริมชายหาดฟังเสียงน้ำทะเลซัดเข้าหาฝั่งอย่างช้าๆ ผสมผสานกับสายลมที่พัดโชยมา จะทำให้เราเกิดความสบายใจ ผ่อนคลาย หรือหากเป็นเสียงรถวิ่ง เสียงบีบแตรจากรถยนต์ถี่ๆ นอกจากจะดังแสบแก้วหูแล้วยังทำให้อารมณ์ของเราหงุดหงิดไปด้วยค่ะ
เสียงต่างๆ รอบตัวของแม่ที่ตั้งครรภ์มีผลกระทบอะไรกับทารกในครรภ์
ทารกในครรภ์จะได้รับผลกระทบอย่างมากกับอารมณ์ของแม่ หากคุณแม่มีอารมณ์ที่ดี ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนเอ็นโดฟินซึ่งทำให้ร่างกายผ่อนคลาย และมีผลโดยตรงกับทารกในครรภ์ ทำให้ทารกผ่อนคลายไม่เครียด และทำให้การพัฒนาต่างๆ ของร่างกายทารกในครรภ์ดีกว่า
เสียงเพลงคลาสิกมีผลกระทบอะไรกับทารกในครรภ์
จากผลการวิจัยของนักวิจัย Dr. Leon Thurman ชาวสหรัฐอเมริกา ซึ่งได้ให้คุณแม่ที่ตั้งครรภ์ได้ฟังเพลงอย่างสม่ำเสมอ เมื่อคลอดทารกออกมา ทารกจะมีพัฒนาการด้านร่างกายและไอคิวสูงกว่าทารกที่ไม่ได้ฟังเพลง แต่การวิจัยของ Dr. Leon Thurman นี้ไม่ได้ระบุว่าต้องเป็นเพลงคลาสสิคเท่านั้นนะค่ะ และยังมีผลการวิจัยของ Dr. Thomas R. Verny ซึ่งเป็นจิตแพทย์จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดประเทศสหรัฐอเมริกา และยังเป็นประธานสมาคมเกี่ยวกับการเสริมสร้างพัฒนาการเด็กในสหรัฐอเมริกาอีกด้วย ท่านได้ทดลองให้คุณแม่ได้ร้องเพลงกล่อมเด็กขณะที่ยังตั้งครรภ์อยู่ทุกๆ วัน เมื่อคลอดออกมาหากร้องไห้หรืองอแง แต่เมื่อทารกได้ยินเสียงเพลงกล่อมเด็กของแม่ที่แม่เคยร้องให้ฟังตั้งแต่สมัยตั้งครรภ์ ทารกจะนิ่งสงบลงและสนใจในเสียงเพลงกล่อมเด็กอย่างน่าอัศจรรย์
ความจริงแล้วไม่จำเป็นต้องเป็นเพลงคลาสสิคเท่านั้นหรอกนะค่ะทารกจึงจะมีพัฒนาการที่ดี เพราะผลการวิจัยไม่ได้ระบุไว้ แต่ระบุว่าเสียงที่มีผลก็คือ เสียงที่มีจังหวะทำนองเบาๆ เช่น เพลงบรรเลง แต่ที่เขาเลือกใช้เพลงคลาสสิคก็เพราะว่าเขาไม่มีเพลงบรรเลงแบบอื่น ในขณะที่ถ้าเป็นประเทศไทยเราก็สามารถใช้เพลงไทยเดิมที่มีจังหวะช้าๆ เบาๆ ทดแทนก็ได้ค่ะ อย่าไปเชื่อคำโฆษณาที่ว่าต้องเป็นเพลงคลาสสิคของคนนี้คนนั้นเท่านั้นนะค่ะ เพราะสิ่งสำคัญคือจังหวะและทำนองที่เบาๆ เพื่อกระตุ้นพัฒนาการของเด็กค่ะ หรือหากคุณแม่จะใช้วิธีร้องเพลงกล่อมเด็กให้ลูกฟังแทนก็ได้ค่ะ
แล้วเวลาไหนเหมาะที่จะให้ทารกในครรภ์ฟังเพลง
ช่วงตั้งแต่อายุครรภ์ 5 เดือนเป็นต้นไปและควรจะเป็นช่วงเวลาที่คุณแม่ได้พักสบายๆ ไม่เร่งรีบอะไร อาจจะเป็นช่วงเย็นๆ หลังอาหารเย็นก็ได้ หรือดูจากอาการของลูกว่าลูกตื่นตัวพร้อมจะรับฟังดนตรีหรือไม่ โดยสังเกตได้จากการดิ้นของลูก หากลูกดิ้นแสดงว่าลูกยังไม่หลับค่ะ เปิดเพลงหรือร้องเพลงกล่อมเด็กให้ลูกในท้องฟังครั้งละประมาณ 10-15 นาทีก็พอแล้วค่ะ ไม่จำเป็นต้องเปิดทั้งวันทั้งคืนนะค่ะ และควรจะเปิดหรือร้องเพลงเดิมๆ เพื่อให้ลูกได้จดจำทำนองค่ะแล้วจะให้ทารกในครรภ์ฟังเพลงได้อย่างไร
เดี๋ยวนี้จะมีอุปกรณ์หูฟังขนาดใหญ่ที่เอาไว้คลอบท้องของคุณแม่ ซึ่งความเป็นจริงแล้วไม่จำเป็นต้องไปกังวลว่าลูกจะไม่ได้ยินขนาดนั้นก็ได้ค่ะ ขอแค่ให้แม่ได้ยินเสียงเพลงอย่างชัดเจนก็ถือว่าใช้ได้แล้วค่ะ
ฟังเพลงคลาสสิคโมสาร์ทได้ในเว็บของเราที่นี่









คอมเมนต์คอมเมนต์
สบายๆค่ะดิ้นแรงมากค่ะ
ดิ้นแรงด้วยอิอิอิอิ
คาดว่าผื่นคงจะเกิดจากความอับชื ้น (แต่จริงๆ มีหลายสาเหตุ) ยิ่งเด็กทารกแรกเกิดหรืออายุในช ่วงไม่เกิน 6 เดือน ช่วงขาของเด็กจะมีเนื้อเยอะ (จ้ำม้ำเป็นมัดๆ) การทำความสะอาด (อาบน้ำ) ต้องเช็ดให้แห้ง และโรยแป้งบ้าง เพื่อไม่ให้เกิดการระคายเคือง
สำหรับผื่นที่เกิดขึ้นนั้น ยังอาจจะเกิดจากผ้าอ้อมสำเร็จรู ปได้อีกด้วย ซึ่งอาจจะใช้ผิดขนาด ทำให้ฟิตเกินไป เวลาเด็กขยับขา ช่วงขาหนีบจึงเสียดสีกับขอบของผ ้าอ้อม
ทางแก้ง่ายๆ ก็คือ ปล่อยให้เขาโล่งโจ้งบ้างก็ได้นค ่ะ
เวลาที่เขาเกา แสดงว่าเขาคัน ต้องทำความสะอาดเล็บของเขาด้วย พาไปล้างมือให้สะอาด หากยังเป็นเด็กเล็ก ก็ใส่ถุงมือกันไม่ให้เด็กเกาค่ะ
ส่วนถ้าเป็นเด็กโตหน่อย ก็ต้องตัดเล็บให้เขาด้วยนะค่ะ เพราะเล็บยาวเมื่อเกาตรงผื่นจะย ิ่งทำให้ผิวอักเสบและเป็นแผลได้ และเด็กก็จะยิ่งเกามากขึ้นอีก
ดังนั้นสรุปง่ายๆ ว่าควรทำดังนี้ค่ะ
1. รักษาความสะอาดของมือและเล็บของ เด็กอยู่เสมอ
2. เวลาอาบน้ำหรือทำความสะอาดหลังข ับถ่าย ต้องเช็ดให้แห้ง (เช็ดเบาๆ นะค่ะ อย่าใช้ผ้าหยาบถูตัวเด็ก เพราะผิวเด็กบอบบางกว่าเรามากค่ ะ หากไม่มีผ้านิ่มๆ ก็ใช้วิธี "ซับ" แทน "เช็ด" ตัวหลังอาบน้ำนะค่ะ)
3. ทาแป้งบริเวณซอกพับ ขาหนีบบางๆ ให้เขารู้สึกสบายตัว
4. หากเกาจนเป็นแผล ควรทายา ซึ่งแนะนำว่าควรให้คุณหมอเป็นคน แนะนำจะดีกว่านะค่ะ ซื้อทาเองอาจจะมีอันตรายค่ะ
5. หากเป็นเวลากลางวัน ก็ปล่อยให้เขาไม่ต้องใส่ผ้าอ้อม สำเร็จรูปบ้างก็ได้ค่ะ อาจจะลำบากเราหน่อยที่ต้องมาคอย เช็ดฉี่ แต่อาการคันที่เกิดจากผื่นผ้าอ้ อมและการเสียดสีของโคนขาหนีบจาก ผ้าอ้อมสำเร็จรูปก็จะลดลงได้ค่ะ
6. บางครั้งผื่นนั้นอาจจะเกิดจากกา รแพ้ ซึ่งก็มีหลายสาเหตุค่ะ เช่น
- แพ้เพราะใส่ผงซักฟอกเยอะเกินไปต อนซักผ้า ทำให้เสื้อผ้ามีสารตกค้างและทำใ ห้ระคายเคืองกับตัวเด็ก
- แพ้เพราะฝุ่นหรือมลภาวะภายในห้อ งที่อยู่อาศัย
ขอให้หายไวๆ นะค่ะ
แกชอบเกาจนถลอก
พอพาไปล้างฉี่แกร้องลั่นเลย
หนูต้องทำอย่างไรดีค่ะ..เพราะหนูเลี้ยงแกอยู่นะค่ะ..
การเป็นผื่นที่บริเวณข้อพับ เกิดได้จากหลายสาเหตุค่ะ เนื่องจากบริเวณข้อพับเป็นจุดที ่อับชื้นได้ง่ายอยู่แล้ว ลองตรวจสอบเบื้องต้นดังนี้ก่อนน ะค่ะ
1. ลูกแพ้อาหาร, ผงซักฟอก หรือแป้งโรยตัวบางชนิดหรือไม่ โดยสังเกตจากก่อนที่ลูกจะเกิดอา การคัน ลูกได้ทานอาหารหรือเล่นหรือทาแป ้งอะไรหรือไม่
2. เกิดจากการแพ้เพราะถูกแมลงกัดต่ อยหรือไม่ พวกยุง มด หรือแมลงตัวเล็กๆ
3. ลูกของเราเล็บสะอาดหรือไม่ บางครั้งการระคายเคืองเล็กน้อย แต่เล็บมือของลูกเราสกปรก เมื่อเกา (เด็กมักจะเกาแรงๆ จนอาจทำให้ผิวหนังถลอก) เชื้อโรคอาจจะเข้าสู่ร่างกายได้
โดยปกติผิวที่เกิดอาการระคายเคื อง (คัน หรือ ผื่นแดง) มักจะเกิดจากการแพ้ หรือการเสียดสี หรือการถูกแมลงกัดต่อยค่ะ ลองตรวจสอบดูนะค่ะ
พอได้ยามา หายเป็นพักๆ ก็เป็นอีกค่ะ แนะนำด้วยค่ะ
ก็ต้องเตรียมตัวเองให้พร้อมนะค่ ะ ให้ร่างกายแข็งแรง ทานโฟเลทก่อนได้เลยค่ะ ถ้าร่างกายและจิตใจของคุณแม่แข็ งแรงดี ลูกก็จะออกมาแข็งแรงและร่าเริงไ ปด้วยค่ะ
ติดตามคอมเมนต์นี้ในรูปแบบ RSS feeds