Babytrick.com : การดูแลตนเองช่วงตั้งครรภ์ : เมื่อฉันเริ่มตั้งครรภ์เดือนที่ 4

เมื่อฉันเริ่มตั้งครรภ์เดือนที่ 4

October 24, 2010 | หมวดหมู่ การดูแลตนเองช่วงตั้งครรภ์

เมื่อฉันเริ่มตั้งครรภ์เดือนที่ 4เมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์ถึงเดือนที่ 4 นี้ ทารกในครรภ์จะมีขนาดประมาณ 4 นิ้ว และการได้รับอาหารผ่านทางรกเริ่มมีปฏิกิริยา เช่น การดูด การกลืน เนื้อเยื่อฟันของทารกเริ่มก่อตัว เริ่มเห็นนิ้วมือนิ้วเท้าชัดเจนขึ้น

ในเดือนที่ 4 ของการตั้งครรภ์จะมีการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่คุณแม่สามารถรู้สึกได้ดังนี้

  • คุณแม่บางคนยังคงมีอาการอ่อนเพลียอยู่
  • ปวดปัสสาวะบ่อยกว่าเดือนที่แล้ว
  • อาการแพ้ท้องค่อยๆ ดีขึ้น และหายไป (แต่บางรายก็ยังเป็นอยู่แต่โดยรวมจะดีขึ้น)
  • มีอาการท้องผูกอยู่ และอาจเป็นริดสีดวงทวาร หากใครเคยเป็นริดสีดวงทวารมาก่อน อาจจะเกิดอาการอักเสบได้
  • เต้านมขยายใหญ่ขึ้นอีก แต่จะไม่มีอาการตึงคัดเต้านม
  • อาหารไม่ย่อย ท้องอืดท้องเฟ้อ และมีการเรอบ่อย
  • อาจมีอาการปวดศีรษะเป็นครั้งคราว อาจจะเป็นลม หน้ามืด เวียนหัวบ่อยขึ้น โดยเฉพาะเวลาที่เปลี่ยนท่วงท่าต่างๆ เช่น จากนั่งลุกขึ้นยืน หรือจากนอนลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็ว
  • มีอาการคัดจมูก เลือดกำเดาออก หูอื้อ อาจมีเลือดออกเวลาแปรงฟันง่ายขึ้น
  • รู้สึกหิวบ่อยและกินจุมากขึ้น
  • อาจมีอาการบวมตึงที่หลังเท้า นิ้วมือและใบหน้า อาจมีหลอดเลือดขอดที่ขาทั้ง 2 ข้าง
  • ตกขาวเพิ่มขึ้น
  • ปลายเดือนที่ 4 จะสามารถได้ยินเสียงเต้นของหัวใจทารกในครรภ์จากการตรวจที่หน้าท้อง
  • ยังคงมีอารมณ์อ่อนไหว แปรปรวนง่าย คุณแม่ที่ตั้งครรภ์ควรจะรู้สึกดีใจและชื่นชมการตั้งครรภ์ ระวังการสับสนในอารมณ์ อาจรู้สึกเบื่อง่ายและไม่มีสมาธิในการทำงาน

สิ่งที่แพทย์จะให้คุณทำในเดือนนี้ได้แก่

  1. ชั่งน้ำหนักตัวและวัดความดันเลือด
  2. ตรวจน้ำตาลและสารไข่ขาวในปัสสาวะ
  3. ฟังเสียงเต้นของหัวใจของทารกในครรภ์
  4. การคลำหน้าท้องเพื่อตรวจดูขนาดและระดับของมดลูก
  5. ตรวจสอบอาการบวมของแขนขา และหลอดเลือดบริเวณปลายเท้า
  6. ตรวจหาอาการผิดปกติอื่นๆ ที่อาจจะเกิดขึ้น (ถ้ามี)
สิ่งที่คุณแม่ต้องดูแลเป็นพิเศษในเดือนนี้คือ
  1. ความดันเลือด เพราะโดยทั่วไปแล้วในช่วง 6 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ ความดันเลือดจะต่ำลงเล็กน้อย จนเข้าเดือนที่ 7 ไปจนถึงการคลอดความดันเลือดจะสูงขึ้น ในกรณีที่ความดันสูง และน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว มีอาการบวมที่มือ เท้า และใบหน้า หรือตรวจพบสารไข่ขาวในปัสสาวะแสดงว่ามีอาการแทรกซ้อนของการตั้งครรภ์อย่างรุนแรง หรือครรภ์เป็นพิษ ซึ่งอันตรายต่อแม่และทารกในครรภ์มาก โดยปกติแพทย์จะคอยตรวจหาสิ่งผิดปกติเหล่านี้เป็นประจำอยู่แล้ว จึงไม่ต้องกังวลมากนัก
  2. ระดับน้ำตาลในปัสสาวะ การตรวจพบน้ำตาลในปัสสาวะอาจไม่ได้เป็นเบาหวาน เพราะในขณะตั้งครรภ์ การทำงานของอินซูลินจะไม่สามารถทำงานได้เต็มที่ เนื่องจากรกจะสร้างสารต้านอินซูลินขึ้นมา เพื่อควบคุมไม่ให้ระดับน้ำตาลในเลือดของแม่ผ่านเข้าไปยังทารกมากเกินไป จนอินซูลินไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลได้ตามปกติ ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดอาจสูงกว่าระดับปกติ และไตจะทำหน้าที่ขับออกบางส่วน และเมื่อคลอดลูกแล้ว ระดับน้ำตาลในเลือดก็จะกลับสู่สภาวะปกติเอง มีเพียงบางคนที่มีน้ำหนักตัวมากก็อาจจะพัฒนาไปเป็นโรคเบาหวานต่อไปได้ในอนาคต ส่วนคนที่เป็นเบาหวานอยู่แล้ว ควรแจ้งให้แพทย์ผู้ดูแลการตั้งครรภ์ทราบ เพื่อจะได้ดูแลอย่างใกล้ชิดต่อไป
  3. ภาวะเลือดจาง เป็นอาการที่มักเกิดขึ้นกับหญิงตั้งครรภ์ เนื่องจากเกิดภาวะขาดธาตุเหล็ก วิธีการป้องกันก็ง่ายมากคือ ให้เลือกกินอาหารที่มีธาตุเหล็กสูงๆ หรือกินธาตุเหล็กเสริมวันละ 30 มิลลิกรัม
  4. อาการคัดจมูกและอาจมีเลือดกำเดาออก เป็นอาการที่พบบ่อยมากในหญิงตั้งครรภ์ เนื่องจากฮอร์โมนเอสโตรเจนและฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนในเลือดมีระดับสูง อาจมีการคั่งของเลือดบริเวณเยื่อบุโพรงจมูก ทำให้เกิดการบวมเช่นเดียวกับเยื่อบุปากมดลูก บางครั้งอาจมีน้ำมูกไหลลงคอ ทำให้ไอหรืออาเจียนได้ ดังนั้นจึงไม่ควรกินยาหรือพ่นจมูกเอง ยกเว้นแพทย์จะเป็นผู้สั่งให้ ทั้งนี้คุณแม่ที่ตั้งครรภ์สามารถป้องกันอาการเหล่านี้ได้โดยกินวิตามินซีวันละ 250 กรัม จะช่วยลดความเปราะบางของเส้นเลือดฝอย ทำให้อาการเลือดกำเดาออกลดน้อยลง
  5. ตกขาว ในช่วงตั้งครรภ์จะมีตกขาวมากขึ้นต่อเนื่องไปจนถึงช่วงก่อนคลอด ตกขาวที่มีจะเป็นลักษณะมูกใส หรือขุ่นเล็กน้อย มีกลิ่นเหม็นอ่อนๆ ทางแก้คือ เพียงแค่คุณแม่ที่ตั้งครรภ์หมั่นรักษาความสะอาดให้เพียงพอ อย่าให้อับชื้น และไม่ใช้ผ้าอนามัยแบบสอด ไม่สวนล้างช่องคลอดหรือใช้นิ้วสอดเข้าไปทำความสะอาดภายในใดๆ ก็จะปลอดภัยจากการติดเชื้อ หากตกขาวมีสี หรือกลิ่นที่เปลี่ยนไป มีอาการคัน หรือปวดแสบปวดร้อน ควรรีบปรึกษาแพทย์ที่ดูแลครรภ์

บทความอื่นที่เกี่ยวข้อง