5 บทความยอดนิยม (ทุกหมวด)
เข้าสู่ระบบสมาชิก
เข้าระบบ
Create an account
5 บทความยอดนิยม การเตรียมตัวก่อนตั้งครรภ์
5 บทความยอดนิยม การดูแลตัวเองในช่วงตั้งครรภ์
5 บทความยอดนิยม การดูแลทารกแรกเกิด
มีเพศสัมพันธ์ในช่วงที่ยังตั้งครรภ์ได้ไหม
คำถามสุดฮิตและเป็นสิ่งที่คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์อยู่อาจจะต้องเจอเหตุการณ์เหล่านี้แน่นอน เพราะตลอดระยะเวลาการตั้งครรภ์ที่ยาวนานถึง 9 เดือนนั้น เชื่อได้ว่าสามีตัวดีนั้นคงจะต้องมีวันที่อยากจะกุ๊กกิ๊กกับภรรยาแน่นอน แต่คำถามที่ค้างคาใจกันมานานก็คือว่า แล้วถ้ามีเพศสัมพันธ์กันในช่วงที่ฝ่ายหญิงกำลังตั้งครรภ์อยู่ จะอันตรายหรือส่งผลอะไรต่อทารกในครรภ์หรือเปล่า วันนี้มาไขข้อข้องใจกันค่ะ
ในช่วงตั้งครรภ์นั้น ฝ่ายคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์จะมีน้ำมีนวลมากขึ้น เต้านมจะขยายใหญ่ขึ้น นอกจากนั้นยังมีความรู้สึกที่ไวขึ้นกว่าปกติ นั้นทำให้ผู้หญิงหลายคนถึงจุดสุดยอดได้บ่อยกว่าตอนที่ยังไม่ตั้งครรภ์ด้วย นอกจากนั้นหากคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ได้ถึงจุดสุดยอด สารแห่งความสุขจะส่งต่อไปยังทารกในครรภ์ ทำให้ทารกในครรภ์มีความสุขไปด้วย ทั้งนี้อย่าไปกังวลแทนว่าทารกในครรภ์จะรู้สึกไม่ดีที่พ่อมามีเพศสัมพันธ์กับแม่ เพราะทารกในครรภ์ยังไม่สามารถแยกแยะได้หรอกค่ะ แต่ทารกจะสามารถรับรู้ความรู้สึกที่แม่รู้สึกได้
ทั้งนี้ก็มีคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์อีกหลายรายที่กลับมีความรู้สึกไม่สบายตัว และไม่ค่อยมีความรู้สึกถึงการอยากมีเพศสัมพันธ์นัก แต่ก็มีอีกหลายรายที่ฝ่ายหญิงนั้นกลับเปลี่ยนแปลงและมีความรู้สึกต่อการมีเพศสัมพันธ์มากขึ้น (บางคนขณะตั้งครรภ์กลับมีความต้อการทางเพศมากขึ้นกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด) แต่บางคนกลับต้องการน้อยลง
แต่โดยทั่วไปแล้ว ร้อยละ 54 ของหญิงที่กำลังตั้งครรภ์จะมีความต้องการทางเพศน้อยลงในช่วง 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ เนื่องจากจะรู้สึกอ่อนเพลีย คลื่นไส้ อาจมีการแพ้ท้อง ตึงคัดเต้านม เป็นต้น อาการเหล่านี้เกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางฮอร์โมนภายในร่างกาย แต่เมื่อหลังจากเดือนที่ 3 ไปแล้ว ความรู้สึกทางเพศจะดีขึ้นเป็นลำดับ
หลายคนสงสัยว่าในช่วงที่ตั้งครรภ์นั้นสามีและภรรยายังคงสามารถมีเพศสัมพันธ์กันเหมือนเดิมได้มั้ย ในทางการแพทย์ยังคงสนับสนุนให้ทำได้ตามปกติค่ะ แต่มีข้อห้ามสำหรับคนเพียงบางกลุ่มที่มีภาวะเสี่ยงสูง หรือบางกรณีแพทย์อาจจะต้องห้ามไม่ให้มีเพศสัมพันธ์ตลอดการตั้งครรภ์เลย หรือบางคนอาจแค่ถูกห้ามไม่ให้ถึงจุดสุดยอดหรือห้ามสอดใส่อวัยวะเพศชาย เป็นต้น ซึ่งจะห้ามแบบไหนนั้นก็แล้วแต่กรณีไป ดังนั้นคู่สมรสจะต้องทำความเข้าใจและเรียนรู้ว่าควรจะปฏิบัติตัวเองอย่างไร
แล้วคุณหมอที่ดูแลครรภ์จะสั่งงดการมีเพศสัมพันธ์กรณีใดบ้าง
- มีเลือดออกทางช่องคลอดโดยไม่ทราบสาเหตุ
- มีประวัติเคยแท้งบุตรมาก่อน โดยจะงดเพียงแค่ช่วง 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์
- มีประวัติเคยคลอดก่อนกำหนด โดยจะงดเพียง 8 - 12 สัปดาห์สุดท้ายก่อนถึงกำหนดคลอด
- มีการรั่วหรือแตกของถุงน้ำคร่ำ
- การตั้งครรภ์ที่มีรกต่ำ ใกล้ปากมดลูก การมีเพศสัมพันธ์อาจทำให้มีเลือดออกและรกลอกตัวได้
- การตั้งครรภ์แฝด ควรงดเว้นมีเพศสัมพันธ์ในช่วง 3 เดือนสุดท้ายก่อนถึงกำหนดคลอด
การจะมีเพศสัมพันธ์ในช่วงที่คุณแม่กำลังตั้งครรภ์นั้น ควรที่จะเลือกใช้ท่าที่ไม่เกิดการกระทบกระเทือนในส่วนของท้อง โดยอาจจะเลือกใช้ท่านอนตะแคงด้านข้าง ไม่ควรใช้ท่าที่อาจเกิดแรงกดหรือกระแทกที่ท้องโดยตรง
หากคุณแม่มีความกังวลมาก หรือรู้สึกไม่สบายใจ การทำรักด้วยปาก (Oral Sex) ให้กับคุณพ่อในช่วงที่เรากำลังตั้งครรภ์ ก็น่าจะช่วยลดปัญหาเหล่านี้ลงไปได้บางส่วน ลองใช้การทำรักด้วยปาก + ให้คุณพ่อได้หลั่งในปากของเราไปเลย ก็น่าจะพอชดเชยไปได้บ้าง
ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความสมัครใจและการพูดคุยกันระหว่างตัวคุณพ่อและคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์นะค่ะ อย่าให้ต้องถึงขั้น "จำใจต้องทำให้" หรือ "ต้องทำเพราะเป็นหน้่าที่" เลยนะค่ะ









คอมเมนต์คอมเมนต์
ระหว่างตั้งครรภ์ การจะมีเพศสัมพันธ์นั้นไม่ได้มี ผลกระทบอะไรต่อทารกในครรภ์ถ้าไม ่ได้กดทับบริเวณท้องโดยตรงค่ะ
การกินยาคุมฉุกเฉินนั้น หากกินไม่ครบ ก็ไม่สามารถป้องกันการตั้งครรภ์ ได้ค่ะ ส่วนยาสตรีนั้นก็ไม่สามารถป้องก ันได้เช่นกัน
การที่แฟนของคุณตั้งครรภ์แล้วคุ ณสงสัยว่า เด็กในท้องจะเป็นลูกของคุณหรือไ ม่นั้น ถ้าหากต้องการพิสูจน์ ก็ต้องรอคลอดออกมาก่อนค่ะ
ถ้าเด็กในท้องเป็นลูกของคุณแน่น อนแล้วนั้น ต่อให้ผู้หญิงเขาไปมีอะไรแล้วหล ั่งในกับผู้ชายอีกกี่ครั้ง ยังไงเด็กในท้องก็จะเป็นลูกของค ุณแน่นอนค่ะ
แต่ที่จะมีผลต่อเด็กในท้องคือ หากผู้หญิงไปมีอะไรกับผู้ชายอื่ นที่มีเชื้ออื่นๆ เช่้น ผู้ชายเป็นเอดส์ หรือ ผู้ชายมีเชื้อไวรัสเริม ผู้หญิงก็อาจจะติดโรคเหล่านี้ และโรคเหล่านี้ก็จะมีผลต่อลูกใน ท้องด้วยค่ะ
หลังจากเริ่มตั้งครรภ์แล้ว ถึงแม้ว่าจะไปมีเพศสัมพันธ์แล้ว มีการหลั่งใน ก็ไม่มีผลต่อการพิสูจน์ว่าใครเป็น พ่อของเด็กนะค่ะ
ส่วนเรื่องที่ว่าจะมีผลต่อสุขภาพของลูกในท้องไหม ก็อาจจะมีค่ะถ้าผู้ชายคนนั้นเขาติดเชื้อ เช่น HIV (เอดส์), HPV ซึ่งมีหลายสายพันธุ์ เช่น ทำให้เกิดโรคเริม หรือ มะเร็งปากมดลูก เป็นต้นค่ะ
ติดตามคอมเมนต์นี้ในรูปแบบ RSS feeds